โครงการ ANTWERP SPONGE 2020

0
331

การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเบลเยียม

เบลเยียมมีระบบการบริหารแบบสหพันธรัฐ (federal state) ซึ่งแบ่งความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลของแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภูมิภาค Flanders / Wallonia และ Brussels-Capital โดยรัฐบาลกลางมีหน้าที่กำหนดนโยบายด้านพลังงานนิวเคลียร์ การปล่อยมลพิษในระดับประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่วนภูมิภาคมีอำนาจเต็มในการจัดการน้ำ ขยะ ที่ดิน และธรรมชาติในพื้นที่ของตน โดยในด้านการจัดการขยะและรีไซเคิล เบลเยียมถือเป็นประเทศชั้นนำของยุโรป โดยเฉพาะในภูมิภาค Flanders ที่มีระบบแยกขยะต้นทางที่เข้มงวด รวมถึงการปรับใช้ระบบ “จ่ายตามปริมาณขยะ” (PAYT) ทำให้ประชาชนแยกขยะมากขึ้น อัตราการรีไซเคิลโดยรวมของประเทศจึงสูงกว่า 70% และในภูมิภาค Flanders สูงถึงกว่า 90% ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะถูกนำไปผลิตพลังงานในโรงเผาที่ควบคุมมลพิษอย่างเข้มงวด ในขณะที่การฝังกลบถูกจำกัดให้เหลือน้อยกว่า 2% และภายใต้นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รัฐบาลได้ส่งเสริมการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง

พื้นที่สีเขียว: เบลเยียมให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวกับโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ (green-blue infrastructure) เพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความร้อน และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น สวนฝน หลังคาเขียว และแนวต้นไม้ในเมือง โดยมีโครงการโดดเด่นได้แก่ Sponge City ณ เมือง Antwerp และแผน “Groenblauwe netwerken” ของ Flanders อีกทั้งทั้งเทศบาลยังสามารถกำหนดพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำในเขตเมือง และจัดหาเงินสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดทำพื้นที่สีเขียวในอาคารได้อีกด้วย

การวางผังเมือง: ภูมิภาค Flanders ได้ใช้นโยบาย “Beleidsplan Ruimte Vlaanderen (BRV)”
ที่ตั้งเป้าลดการใช้พื้นที่ใหม่ (land take) ให้เหลือศูนย์ในปี ค.ศ. 2040 ส่งเสริมการสร้างเมืองกะทัดรัดที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชน และพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วมจากประชาชน นอกจากนี้ยังใช้ระบบอนุญาตการก่อสร้างแบบบูรณาการ ที่รวมการอนุญาตด้านผังเมือง สิ่งแวดล้อม และอาคารไว้ในระบบเดียว

ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เบลเยียมมีแผนปรับตัวแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) และโครงการ Blue Deal ในภูมิภาค Flanders ซึ่งมุ่งลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อน โดยมีการออกแบบพื้นที่เมืองให้ดูดซับน้ำได้ดีขึ้น เช่น โครงการเมืองฟองน้ำ และการใช้ต้นไม้เพื่อลดอุณหภูมิ

นอกจากนี้เบลเยียมยังเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีแผน “Flanders Circular” และ “Flanders Materials Programme” ส่งเสริมการใช้วัสดุซ้ำ ลดของเสีย และสนับสนุนธุรกิจหมุนเวียน

เป้าหมาย เบลเยียมมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 55% ภายในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยดำเนินการผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การคมนาคมสะอาด อาคารประหยัดพลังงาน และนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

โครงการ ANTWERP SPONGE 2020

โครงการ ANTWERP SPONGE 2020 มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ

1) เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเมือง โดยเฉพาะปริมาณฝนที่ตกหนักและถี่ขึ้น ก่อให้เกิดน้ำท่วม ภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น (ส่งผลกระทบต่อต้นไม้และสวนสาธารณะ) ความร้อนในเมืองจากพื้นผิวที่ปูด้วยคอนกรีต/ยางมะตอย ระบบท่อระบายน้ำรวม (combined sewer) ที่ล้นและก่อมลพิษต่อแหล่งน้ำ

2) ทำให้เมืองมีความทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น โดยมองว่าน้ำฝนเป็นทรัพยากรที่มีค่า
ไม่ใช่ของเสีย โดยส่งเสริมให้มีการเก็บ กัก และนำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่สาธารณะ

กลยุทธ์และแนวทางการออกแบบ:

แนวทางธรรมชาติและวิศวกรรม (Nature-Based & Engineered Solutions) ได้แก่

  • ถังเก็บน้ำฝนใต้ดินขนาดใหญ่ (7 ล้านลิตร)
  • สวนวารี (rain gardens) และทุ่งหญ้าต่ำเพื่อชะลอและกรองน้ำฝน
  • ระบบกันชนอัจฉริยะที่กักหรือปล่อยน้ำตามการพยากรณ์อากาศ
  • ดินซึมซับ เพื่อให้น้ำฝนซึมลงดินแทนที่จะไหลบ่า
  • ระบบกล่อง “Krat” ใต้ต้นไม้ เพื่อช่วยให้ต้นไม้เข้าถึงน้ำได้

การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Co-Creation)

  • จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ชาวบ้าน นักเรียน และสถาบันท้องถิ่น
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ เช่น พื้นที่เล่นน้ำ เขาวงกตธรรมชาติ พื้นที่ร่มและที่นั่ง

การวางแผนเมืองแบบบูรณาการ (Integrated Urban Planning)

  • พัฒนาสวนสาธารณะเป็นระยะ เชื่อมโยงกับการก่อสร้าง เช่น ที่จอดรถใต้ดิน (เพื่อลดจำนวนรถบนถนน) ระบบท่อน้ำทิ้งแยก (แยกน้ำฝนออกจากน้ำเสีย)

ผลลัพธ์และคุณลักษณะ

สวนและโครงสร้างพื้นฐาน (Park & Infrastructure)

  • Zuidpark: สวนเขียว–น้ำ (green-blue park) ขนาด 9 เฮกตาร์ใจกลางเมือง
  • การปลูกต้นไม้แบบหลากหลายพันธุ์: ต้นไม้ใหญ่ ไม้ผล ทุ่งหญ้า
  • องค์ประกอบน้ำเชิงโต้ตอบ: เส้นทางน้ำฝนที่มองเห็นได้ และพื้นที่เล่นน้ำ

ระบบจัดการน้ำ (Water Management System) ที่ทำให้พื้นที่มีอุณหภูมิลดลง

  • ชั้นดินลึก 5 เมตรเพื่อสุขภาพพืชและการซึมของน้ำ
  • ถังเก็บน้ำฝนหลายใบ ใช้สำหรับรดน้ำต้นไม้และพืช และเติมน้ำพุ

ผลกระทบทางการศึกษาและสังคม (Educational & Social Impact)

  • สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวัฏจักรน้ำ
  • แสดงให้เห็นว่าการออกแบบเมืองสามารถบรรเทาน้ำท่วมและลดความร้อนได้อย่างไร
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่สาธารณะของตนเอง

 

สวน ZUIDPARK ภายใต้โครงการ ANTWERP SPONGE 2020

ทำเลที่ตั้งและขนาด (Location & Scale): สวนเมือง (urban park) ขนาด 7–9 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในย่าน Zuid (ทางใต้ของเมือง)  ของเมืองแอนต์เวิร์ป ทอดยาวไปตามท่าเรือเก่า

วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (Historical Evolution): ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นที่ตั้งของท่าเรือ 3 แห่ง ต่อมาในปี ค.ศ. 1969 ท่าเรือถูกถมและถูกปรับเปลี่ยนเป็นลานจอดรถสาธารณะขนาดใหญ่ จากนั้น ในปี ค.ศ. 2015 ทางเมืองได้จัดการประกวดออกแบบ โดยมีเป้าหมายย้ายที่จอดรถลงใต้ดิน และเปิดพื้นที่ผิวดินให้ได้ใช้งานใหม่

ระยะการเปลี่ยนแปลง (Transformation Phase) เปิดใช้งานเป็นช่วง ๆ โดยพื้นที่ Steendok เปิดใช้งานเมื่อปลายปี ค.ศ. 2020 ในขณะที่พื้นที่ Schippersdok เปิดใช้งานเมื่อกลางปี ค.ศ. 2023 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 2024

แนวคิดและโครงสร้างที่สำคัญ:

การออกแบบเมืองที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Resilient Urban Design) สวนZuidpark เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เมืองสามารถรับมือกับน้ำท่วม ความร้อนในเมือง และภัยแล้งได้อย่างไร ผ่านแนวคิด “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City Principles) โดยน้ำฝนถูกเก็บ กัก กรอง และนำกลับมาใช้ใหม่ แทนที่จะปล่อยทิ้งไป

โครงสร้างพื้นฐานน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Infrastructure) โดยมีถังเก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่
(7 ล้านลิตร) และภูมิทัศน์ที่ให้น้ำซึมผ่านได้ ช่วยจัดการน้ำฝนได้อย่างยั่งยืน มีดินซึมซับ และระบบกันชนอัจฉริยะป้องกันการเอ่อล้นของน้ำ

พื้นที่ที่อิงธรรมชาติและใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย (Nature-Based and Multi-Functional Space) โดยพื้นที่จอดรถเดิมถูกเปลี่ยนเป็น “ปอดสีเขียว” กลางเมืองแอนต์เวิร์ป ผสมผสานความหลากหลายทางชีวภาพ การลดความร้อนในเมือง และพื้นที่พักผ่อน (สนามเด็กเล่น ลานกิจกรรม สวน)

การมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Co-Creation) โดยให้ประชาชน โรงเรียน และศิลปิน
มีส่วนร่วมออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น เขาวงกต พื้นที่นั่งเล่น และพื้นที่ที่เป็นน้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมจากล่างขึ้นบน (bottom-up engagement) ในการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ยั่งยืน

รางวัลและการต่อยอด (Award-Winning and Scalable) สวน Zuidpark ได้รับรางวัล Prijis Publieke Ruimte 2025 (รางวัลพื้นที่สาธารณะของเบลเยียม) โดยทำหน้าที่เป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่น ๆ ในยุโรป ที่ต้องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาและการปรับปรุงพื้นที่ Park Spoor Noord ในเมือง Antwerp เบลเยียม

พื้นที่ Park Spoor Noord ในเมือง Antwerp เบลเยียม

ข้อมูลสถานที่และขนาด ตั้งอยู่ในเขต Zuid (ทางใต้ของเมือง) พื้นที่ประมาณ 9 เฮกตาร์ เดิมเป็นลานจอดรถขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 1960 และเคยเป็นพื้นที่สำหรับการขนส่งทางรถไฟ

วิวัฒนาการในประวัติศาสตร์ ยุคศตวรรษที่ 19 – 1990s ใช้เป็นลานขนส่งทางรถไฟที่มีชื่อว่า “Spoor Noord” ต่อมาช่วงปลาย 1990s พื้นที่ถูกทิ้งร้างและกลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่เสื่อมโทรม ในช่วงปี ค.ศ. 2002-2004 มีการแข่งขันออกแบบระดับนานาชาติเพื่อพัฒนาโครงการนี้ ในช่วงปี ค.ศ. 2005-2008 โครงการที่ชนะจาก Studio Secchi-Viganò เริ่มดำเนินการพัฒนา และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 เป็นต้นมา สวนสาธารณะได้เปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบและกลายเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองที่สำคัญ

ช่วงการพัฒนา:

  • การฟื้นฟูที่ดินเสื่อมสภาพ การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างทางรถไฟให้เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่
  • การผสมผสานด้านสิ่งแวดล้อม รวมการใช้แหล่งน้ำ บ่อน้ำ การปลูกต้นไม้ และการระบายน้ำอย่างยั่งยืน
  • การมีส่วนร่วมของชุมชน โครงการนี้ได้รับการออกแบบร่วมกับชุมชนเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ที่ถูกแยกออกจากกัน
  • ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลัก เมือง Antwerp / AG Vespa /ทีมออกแบบ Secchi-Viganò และประชาชนในพื้นที่

บทสรุป

เบลเยียมให้ความสำคัญอย่างมากต่อการวางภูมิสถาปัตย์ของประเทศในระยะยาว
โดยคำนึงถึงกรอบเวลา 100 ปี แสดงให้เห็นถึงการลงทุนเชิงรุกเพื่อความยั่งยืน โดยผนวกข้อมูลการพยากรณ์อากาศ (smart buffer system) เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทำให้เมืองสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ ยังบูรณาการสิ่งแวดล้อมกับสังคม โดยมิได้มุ่งป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียว แต่ยังสร้างคุณภาพชีวิตและพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง ซึ่งไทยสามารถศึกษาเพิ่มเติมเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในการพัฒนาเมืองฟองน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและสภาพอากาศรุนแรงของเมืองเช่น กทม. และการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชนได้  การพัฒนาเมืองฟองน้ำและระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะอาจเป็นอีกหนึ่งประเด็น
ความร่วมมือที่มีศักยภาพระหว่างไทยกับเบลเยียมและไทยกับสหภาพยุโรป ทั้งในรูปแบบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีร่วม หรือการนำผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาในโครงการนำร่องของไทยได้

ที่มา: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์

Leave a Reply