เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีมติรับรอง ยุทธศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและเทคโนโลยีของยุโรป (European Strategy on Research and Technology Infrastructures) ซึ่งถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเสริมสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขันเชิงอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ในการบูรณาการระบบนิเวศและสาธารณูปโภคด้านการวิจัยเพื่อเพิ่มการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคดังกล่าว ลดอุปสรรคการทำความร่วมมือ และการประสานงานระหว่างห้องปฏิบัติการและสาธารณูปโภคด้านการวิจัยกับความต้องการของภาคการผลิตในสหภาพยุโรป
เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ ได้แก่ การกระตุ้นการวิจัยและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า การเร่งและกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรม การลดช่องว่างระหว่างภาคการวิจัยและภาคการผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรป
ความจำเป็นของการจัดทำยุทธศาสตร์
โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและเทคโนโลยีของยุโรป ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การสร้างนวัตกรรม และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ จากรายงานเชิงนโยบายที่มีอิทธิพลสำคัญ เช่น รายงาน “Much more than a Market” โดย Enrico Letta รายงานด้านความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรป โดย Mario Draghi และรายงาน “Align, Act, Accelerate” ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่า โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเป็นองค์ประกอบของอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรป และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสมรรถนะด้านความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรมของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ อันอาจกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศวิจัยและเทคโนโลยี และจำกัดศักยภาพในการสร้างผลกระทบสูงสุด โดยความท้าทายเหล่านั้นมีดังนี้
- การดำเนินงานแบบแยกส่วน (Fragmentation) และข้อจำกัดในการเข้าถึง
โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งยังคงดำเนินงานแบบแยกออกจากัน ส่งผลให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและการเข้าถึงที่จำกัดสำหรับนักวิจัย นักพัฒนานวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำในระดับภูมิภาคที่ขยายช่องว่างด้านนวัตกรรม และทำให้บางพื้นที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกระดับแนวหน้าได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในระดับสหภาพยุโรปจึงมีความจำเป็นในการส่งเสริมการบูรณาการ ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะสำหรับ วิสาหกิจเริ่มต้น และ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
- ความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุน (Funding Challenges)
โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและเทคโนโลยีส่วนใหญ่พึ่งพา แหล่งเงินทุนที่กระจัดกระจาย จากทั้งระดับภูมิภาค ระดับชาติ และสหภาพยุโรป ซึ่งมักขาดความต่อเนื่องในระยะยาว การประสานงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงมีความจำเป็นเพื่อสร้างการสนับสนุนที่มั่นคงและเพิ่มผลกระทบสูงสุดจากการลงทุน
- ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)
การเติบโตของ AI นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทาย กล่าวคือ แม้ AI จะสามารถเพิ่มศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานและเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่ก็จำเป็นต้องมีแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการบูรณาการ AI อย่างมีประสิทธิผล และจัดการกับความต้องการการประมวลผลขั้นสูง
- ความไม่แน่นอนในระดับโลก (Global Uncertainties)
ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ยุโรปต้องเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านการวิจัย ความยั่งยืนด้านพลังงาน และความเป็นอิสระในห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของยุโรปผ่านกลไกนวัตกรรม โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและเทคโนโลยีถือเป็นแกนกลางในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ฉบับนี้มิได้จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยุโรปเพียงฝ่ายเดียว หากแต่มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และ โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ได้มีการทำประชาพิจารณ์ระหว่างวันที่ 24 เมษายน ถึง 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยได้รับข้อเสนอแนะจำนวน 441 รายการ จากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ สถาบันวิชาการและการวิจัย ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชน
ข้อเสนอแนะทั้งหมดได้รับการรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลในรูปแบบของรายงานวิเคราะห์เชิงนโยบาย ซึ่งถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าสำหรับการกำหนดกรอบและเนื้อหาของยุทธศาสตร์ฉบับนี้
การนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ
การนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติจะประกอบด้วยการดำเนินการใน 5 ด้าน ได้แก่
– การกระชับความเข้มแข็งให้แก่ระบบนิเวศและสาธารณูปโภคด้านการวิจัยโดยการพัฒนาศักยภาพ การระดมการลงทุน และการเชื่อมโยงสาธารณูปโภคที่อยู่กับความต้องการของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ยังเน้นการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ด้วย
– การประกันการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคด้านการวิจัยให้แก่ผู้ใช้งานทั้งหน่วยวิจัย สตาร์ตอัพ และบริษัทที่อยู่ในช่วงการขยายตัว (scale up) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้งานเหล่านี้มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และพัฒนาเทคโนโลยี การทดลองและการรับรองผลิตภัณฑ์ และการสร้างความพร้อมทางธุรกิจให้แก่นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ออกมาได้
– การดึงดูดและพัฒนาผู้มีความสามารถสูงในยุโรปผ่านการสร้างเส้นทางอาชีพในสาธารณูปโภคด้านการวิจัยตั้งแต่ระดับนักเทคนิค เจ้าหน้าที่สนับสนุน ไปจนถึงผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ โดยการดำเนินการในข้อนี้จะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ Choose Europe ที่มีเป้าหมายในการดึงดูดผู้มีความสามารถสูงจากประเทสที่สามให้ทำงานในสหภาพยุโรป
– การปรับปรุงและทำให้ระบบการบริหารจัดสาธารณูปโภคด้านการวิจัยให้ง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการตัดสินใจลงทุนและการจัดลำดับความสำคัญด้านการวิจัยของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและหน่วยงานให้ทุน
– การกระชับความร่วมมือและมิตินานาชาติโดยเน้นการสร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ความร่วมของสหภาพยุโรป

